คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน ม.ค 55

จากพ่อถึงลูก
สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

           ปีใหม่ปีนี้ พ่ออยากชวนลูกลองคิดเล่นๆ ว่าในชีวิตที่ผ่านมา เราทิ้งขว้างเวลาให้สูญเปล่าไปมากน้อยเท่าไหร่ ที่สูญเสียไปนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา หรือว่าเราสามารถใช้จ่ายเวลาอย่างคุ้มค่าได้มากกว่านั้น


         
                พ่อลองคิดถึงชีวิตของพ่อที่ผ่านมา 50 ปี ความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ก็คือ พ่อได้ใช้เวลามากมายของชีวิตหมดเปลืองไปอย่างไร้ค่า ไม่เกิดสารประโยชน์ แถมยังก่อโทษทั้งกับตัวเองและผู้อื่นก็มี ซึ่งการเผาผลาญเวลาไปกับความว่างเปล่าล่องลอยนั้น ส่วนใหญ่พ่อไม่เคยรู้สึกเสียดาย
                อย่างน้อยใน 50 ปีที่ผ่านมา บวกรวมกันแล้วไม่น่าจะน้อยกว่า 10 ปี ที่ถูกใช้ไปอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก
                ลองลำดับชีวิตเป็นช่วงๆ ตั้งแต่วัยเด็กชั้นประถม กระทั่งวัยรุ่นเรียนชั้นมัธยม จนมาถึงวัยหนุ่มเรียนมหาวิทยาลัย จบออกมาใช้ชีวิตแสวงหาจนถึงวัยฉกรรจ์ ทำการบ้าน มีครอบครัว มีลูก ล่วงมาจนถึงวัยกลางคนที่มีกิจการที่ต้องรับผิดชอบ พ่อคิดว่าวัยเด็กเป็นวัยที่พ่อใช้เวลาของชีวิตมีคุณค่าสมเหตุสมผลมากที่สุด ตอนเด็กๆ พ่อแทบไม่เคยเกกมะเหรกเกเร หรือทำตัวเหลวไหลเลย วัยเด็กของพ่อคือช่วงเวลาของการเรียนรู้ว่าตัวเองเกิดมาในครอบครัวที่ถึงไม่ยากจนข้นแค้น แต่ก็อัตคัดขัดสน พ่อได้เงินค่าขนมไปโรงเรียนเพียงวันละ 1 บาทเท่านั้น หากช่วงไหนทำผิดถูปคุณย่าลงโทษ ค่าขนมจะถูกหักเหลือ 50 สตางค์ก็เคย  การที่เงินทองเป็นของหายากทำให้พ่อรู้จักมัธยัสถ์ อดออม และขวยขวายทำงานหาเงินด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าปลูกผัก ปลูกหญ้า เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ หาปูหาปลา ขายเรียงเบอร์ ขายขนม ขายหวานเย็น ส่งหนังสือพิมพ์ กระทั่งหิ้วปูนช่วยงานก่อสร้าง ได้เงิน 20 บาท 30 บาท 50 บาท ก็ดีใจมากแล้ว
                พ่อถูกคุณย่าสอนให้รู้จักกวาดบ้าน ล้างจาน ซักผ้า รีดผ้าเอง ตั้งแต่เรียนชั้นประถมต้น สมัยนั้นเครื่องซักผ้ายังไม่มี ต้องซักด้วยมือ ผงซักฟอกก็ใช้บ้าง ไม่ใช้บ้าง ส่วนใหญ่ใช้สบู่ซันไลต์ ยี่ห้อเดียวกับน้ำยาล้างจานที่ลูกรู้จัก  สบู่ยี่ห้อนี้นอกจากใช้ซักผ้าแล้ว ยังตัดเป็นลูกเต๋าใช้เป็นเหยื่อทงปลาดุกได้ด้วย ทำไมปลาดุกชอบกินก็ไม่รู้เหมือนกัน เตารีดที่ใช้รีดผ้าก็เป็นเตาถ่าน เวลารีดก็ต้องระวังขี้เถ้าตกบนเสื้อ  ใกล้ๆ เตาต้องหาใบตองหลายๆ ชั้นมาวางไว้ เพื่อใช้รีดเวลาที่เตาร้อนมากๆ หรือเตาติดเสื้อผ้าไม่ไหลลื่น เสียงและกลิ่นของใบตองที่ถูกเตารีดร้อนๆ เป็นยังไงยังติดจมูกพ่อมาจนถึงทุกวันนี้
                ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน พี่น้องทุกคนต้องรับผิดชอบงานบ้านประจำอย่างหนึ่ง กลับจากโรงเรียนก็เช่นกัน ไม่ว่ากวาดขยะ ตัดหยวกกล้วยมาฝานเป็นชิ้นบางๆ แล้วตำผสมกับรำข้าวเพื่อเป็นอาหารหมู หรือขูดมะพร้าวด้วยกระต่ายขูดมะพร้าว เพื่อให้คุณย่าทำขนมหวานไปขายที่โรงเรียน ซึ่งตอนพักเที่ยงก็ต้องมาช่วยคุณย่าขายขนม เก็บถ้วย ล้างถ้วย ทอนเงิน กระทั่งโรงอาหารร้างเด็กนักเรียนแล้ว พ่อจึงจะได้กินอาหารเที่ยง ซึ่งทั้งหมดนั้นทั้งสนุก ทั้งมีความสุขในการทำงาน เพราะสงสารคุณย่า แต่ก็มีขี้เกียจบ้างในบางเวลา เป็นธรรมดาปะปนกันไป
                ในบางปีแม้แต่ข้าวที่จะหุงกินก็ต้องสี ต้องตำกันเอง ย่าจะซื้อข้าวเปลือกไว้เป็นกระสอบๆ  ก่อนจะสีต้องนำมาตากแดดให้พอหมาดๆ แล้วนำไปสีด้วยเครื่องสีมือ ซึ่งที่บ้านพ่อเรียกว่าครกสี สีแล้วฝัดเอาแกลบออก แล้วนำข้าวซึ่งกะเทาะเปลือกออกไปรอบหนึ่ง แต่ยังมีข้าวเปลือกปนอยู่บ้างนั้น มาตำด้วยครกสาก หรือตะลุมพุกเพื่อเก็บข้าวสารไว้หุง ข้าวที่ได้จะเรียกข้าวซ้อมมือ ส่วนใหญ่เวลาจะตำข้าวจะตำกันตอนกลางวัน เพราะกลางคืนแสงสว่างไม่มากพอ แต่พอมีไฟฟ้าใช้จะตำกันตอนหัวค่ำหลังกินข้าวกินปลาแล้ว พ่อสนุกกับการตำข้าวมาก โดยเฉพาะกับตะลุมพุก ลูกๆ ตำ แม่ฝัด พวกเรา 2-3 คนพี่น้องจะล้อมวงกันรอบๆ ครกใบเขื่อง ตำกันเป็นคู่ๆ ผลัดกันลงสากลงตะลุมพุก สลับกันคนละตุ๊บ คนละตั๊บ จังหวะต้องสม่ำเสมอ สอดรับกันพอดี ไม่งั้นสากจะชนกัน ข้าวจะหกกระจัดกระจาย การจับสากจับด้ามตะลุมพุก ต้องมีการผ่อนคลายมือตามจังหวะ ถ้าจับแน่น ตึงเกินไป มือจะพองเป็นตุ่มน้ำใสๆ ปวดแสบปวดร้อนดีนัก
                พ่อจะภูมิใจกับความสามารถในการลงสากลงตะลุมพุกเป็นจังหวะ ตึ๊บ ตั๊บ ตึ๊บ ตั๊บ มาก เราตีกันจนบ้านสะเทือน และรู้ดีว่าถ้าตำแรงเกินไปข้าวก็จะหักมาก ตำเบาเกินไปข้าวก็จะไม่ถูกขัด ตำได้ที่แล้วย่าจะเป็นคนเอาใส่กระด้งฝัด เอาแกลบเอารำออก งานฝัดข้าวเป็นงานที่ละเอียด และมีศิลปะมาก ซึ่งกระทั่งเลิกตำข้าวกินพ่อก็ยังฝัดข้าวไม่เป็นสักที
                พ่ออาจเล่าเรื่องวัยเด็กให้ลูกฟังยาวสักหน่อย เพราะเป็นวัยเดียวกันกับลูกในปัจจุบัน ซึ่งถึงแม้ชีวิตของลูกจะต่างจากชีวิตของพ่อมาก แต่พ่ออยากให้ลูกรู้จักใช้จ่ายเวลาในชีวิตของลูกให้มีคุณค่ามากกว่าพ่อ ลูกคงเข้าใจ
                พ่อตำข้าวอยู่หลายปี เมื่อมีโรงสีเล็กๆ เกิดขึ้นในละแวกบ้าน การทำข้าวกินของพวกเราก็เลิกไป รวมถึงการมีอยู่ของครกสีด้วย ปัจจุบันนอกจากไม่มีการตำข้าว ไม่มีครกสีแล้ว ยังไม่มีชาวนาและการทำนา ชาวบ้านในชุมชนซื้อข้าวถุงกินกันหมดแล้ว
                เสาร์อาทิตย์คุณปู่กลับมาจากสอนหนังสือ ก็จะพาลูกๆ เข้าสวน จับมีดพร้าถางหญ้าบ้าง ตัดไม้ เผาถ่านบ้าง สอยมะพร้าวมาย่างขายบ้าง ว่างๆ ก็จะเอาปืนลูกซองมายิงกระรอก ยิงค้างคาวแม่ไก่มาปิ้งกินกัน พ่อยิงปืนลูกซองของปู่เป็นตั้งแต่หัวยังไม่พ้นปลายกระบอกปืน หมายถึงยิงตั้งแต่ตัวยังกะเปี๊ยกอยู่
                พอย่างเข้าวัยรุ่นจากโรงเรียนวัดใกล้บ้านไปเรียนหนังสือชั้นมัธยมที่โรงเรียนในเมือง พร้อมๆ กับระยะทางที่เริ่มออกห่างพ่อแม่ และร่างกายที่ค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้น น่าแปลกแทนที่จะรู้จักคิด รู้ผิดชอบชั่วดีมากขึ้น กลับเริ่มเหลวไหลมากขึ้น เริ่มออกนอกกรอบ นอกลู่นอกรอยมากขึ้น เวลาของชีวิตเริ่มถูกใช้จ่ายไปกับสิ่งไร้สาระเปล่าเปลืองมากขึ้น เช่น เริ่มโดดเรียน เริ่มหนีเที่ยว เริ่มริกินเหล้า กินเบียร์ เตะฟุตบอลพนันเงิน ซึ่งในหลายๆ กรณีต้องโกหกพ่อแม่อยู่เป็นประจำ
                เวลา 6-7 ปี ในช่วงนี้ พ่อคิดว่าอย่างน้อยรวมๆ กันแล้วน่าจะประมาณ 2-3 ปี ที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ประโยชน์ ซึ่งแน่นอนมีไม่น้อยที่เกิดโทษ นั่นก็คือ ทำให้คุณปู่คุณย่าเดือดร้อน มีความทุกข์ เอาแค่เรื่องเอามอเตอร์ไซค์ไปล้ม ไปชน รถเสียหาย คนได้บาดแผล ก็ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่ร้ายแรง
                ช่วงเวลาที่พ่อคิดว่าพ่อใช้เวลาอย่างไร้สติมากที่สุด ก็คือช่วงที่เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย และช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ๆ ซึ่งเป็นช่วงที่ออกจากบ้านไปใช้ชีวิตอิสระ ไกลหูไกลตาพ่อแม่ครั้งแรก ซึ่งแทนที่จะได้ทำให้ชีวิตเป็นอิสระจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย และได้ทำให้พ่อแม่สบายใจ
                กลับตรงกันข้าม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง