คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน ต.ค 54

แก้ม,กล่อมลูกรัก

            หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ได้วุฒิปริญญาตรีมาติดตัวนั้น พ่อไม่รู้เลยว่าตัวเองจะไปทางไหน จะทำมาหากินอะไร มีความสามารถอะไรที่มั่นใจว่าจะเอาไปประกอบอาชีพได้



           
            ปริญญาตรีของพ่อเป็นปริญญาตรีที่ค่อนข้างว่างเปล่า ตอนเรียนก็ไม่เข้าใจและไม่เคยมีเป้าหมายเรื่องต้องรู้และต้องนำไปใช้ ตอนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยพ่อเอาแต่ไช้ชีวิต ไช้ชีวิต ไช้ชีวิต การสอบก็สอบพอให้ผ่านๆไป พ่อจึงเป็นนักศึกษาที่ขาดการศึกษาทั้งภายนอกและภายในอย่างถ่องแท้โดยเฉพาะกับการกิน อยู่ ดู ฟัง เป็น ชีวิตช่วงวัยรุ่นของพ่อจึงเป็นชีวิตที่มีทิฏฐิที่พลุ่งพล่าน มีอุปาทานที่ผิดๆ มากมาย
            ตอนพ่อเข้ากรุงเทพฯใหม่ๆ พ่อเป็นคนหลักลอยมาก  ทำทุกสิ่งก็เพื่อใช้ชีวิตไปวันๆ พ่อเคยเปรียบเทียบตัวเองไม่ต่างจากขยะชิ้นหนึ่งที่ปลิวสะเปะสะปะไปตามแรงลม โดยเฉพาะลมปรารถนาและพายุอารมณ์ ภาวะของคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ในวันนี้ ไม่มีที่หวังในวันหน้า แถมไม่มีคุณค่าอยู่ข้างหลัง เป็นภาวะที่อันตราย ทำให้จิตใจของคนเคว้งคว้างอย่างยิ่งซึ่งชีวิตของลูกคงยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับความรู้สึกชนิดนั้น
            ชีวิตของคนที่ปล่อยให้ตัวเองลอยไปตามยถากรรมนั้นตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ไขว่คว้า ดิ้นรน เพราะตื่นรู้ถึงความเป็นไปของโลกและสรรพสิ่ง และความเป็นจริงของชีวิต  เพราะคลื่นลมในจิตใจที่ไม่เคยนิ่งสงบ พ่อจึงเป็นคนที่พร้อมจะเดือดพลุ่งได้ง่ายตลอดเวลา ชีวิตมองอะไรขัดหูขัดตาและเป็นอริ ต่อต้านแทบทุกเรื่องราวที่ไม่ตรงกับทิฏฐิ
            ถ้าวิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมา อารมณ์อิจฉาคนอื่นก็คงมีอยู่ไม่น้อย แต่การแสดง ออกในเรื่องนี้ไม่เคยกระทบกระทั่งเบียดเบียนใคร ตรงกันข้ามพ่อกลับพยายามจะหลีกหนีจากสิ่งที่ขัดหูขัดตาขัดใจหรือสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกด้อยต้อยต่ำด้วยการสร้างโลกแคบๆ ขึ้นมาห่อหุ้มแล้วหลบซ่อนตัวเองอยู่ในนั้น
            พ่ออายุ 20 กว่าๆ พ่อยังไม่มีฉันทะและไม่เข้าใจถึงเรื่องความสุขที่แท้ คุณค่าแท้คุณค่าเทียมใดๆ
            ในตอนนั้น ทุกครั้งที่อยู่บนรถเมล์ พ่อมักจะมองลงมายังรถเก๋งที่ขนาบอยู่ข้างๆ ทุกครั้งที่มองรถเก๋งที่อยู่ข้างล่างพ่อคิดในใจว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องมีให้ได้ซักคัน ตอนนั้นรถที่พ่อชอบมองแล้วรู้สึกว่าสวยเหลือเกิน อยากได้เหลือเกินคือรถ นิสสัน เซฟิโร่ และรถฮอนด้า ซีวิค แต่พอนึกถึงราคาของรถก็ได้แต่สะทกสะท้อนในใจว่า ตัวเองจะไปหางานอะไรที่ไหนทำ  จึงจะมีเงินมากพอที่จะซื้อรถนั้นได้  ที่เป็นอยู่ลำพังจะกินแต่ละวันยังแทบไม่พอยาไส้เลย...
            มองจากวันนี้ พ่อเข้าใจว่าเพราะชีวิตของพ่อขาดธรรมะที่สำคัญและจำเป็นของชีวิตหลายอย่าง เป็นเพราะว่าไม่เคยเห็นความสำคัญของธรรมะ ไม่เคยศึกษา ปฏิบัติ ภาวนา
            ย้อนไปไกลกว่านั้นก็อาจจะมาจากการที่พ่อขาดคนนำพา  ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับลูกในวันนี้ พ่อกับแม่กำลังทำหน้าที่นี้อยู่
            ทุกวันนี้ยามอยู่ในรถ ทุกครั้งที่จอดข้างๆ รถเมล์ พ่ออดไม่ได้ที่จะต้องมองขึ้นไป และทุกครั้งที่มองขึ้นไปก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เคยยืนอยู่บนนั้น
            ถึงวันนี้เด็กหนุ่มคนนั้นเปลี่ยนรถมาแล้วเกือบ 20 คัน ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่เคยมีรถ นิสสัน เซฟิโร่และฮอนด้า ซีวิคเลย แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับเรื่องที่ยามนี้เขามองขึ้นไปบนนั้นด้วยความรู้สึกและจิตใจที่คลื่นลมแห่งกิเลสตัณหาคล้ายปลายคลื่นสุดท้ายที่กำลังอ่อนแรงลงซบหาดก่อนสงบราบคาบ สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในวันนี้คือความสงบนิ่งและปล่อยวาง เกือบ 30 ปีที่ผ่านมากับการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อวันหนึ่งจะได้พบว่านั่นเป็นเพียงเส้นทางที่บังเอิญพลัดหลงไป ชีวิตที่เติมเต็มกำลังจะเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ชีวิตที่ถูกเติมเต็มด้วยแรงขับเฉกเช่นในอดีต แต่เป็นชีวิตที่ตื่นรู้เท่าทันกิเลส ตัณหา มีปัญญามากขึ้น
            ลูกรัก กิเลสตัณหานั้นเหมือนคลื่นลมในทะเล  ซึ่งไม่มีวันที่จะนิ่งสงบ  อาจแรงบ้าง เบาบ้างในบางเวลา ...การปรนเปรอความอยากตามกิเลสตัณหานั้นเปรียบเหมือนการถมทะเลที่ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม การรู้จักลดความอยากไม่สร้างเงื่อนไขให้กิเลสเติบโตและความสามารถในการเผชิญหน้ากับสิ่งปรุงแต่งโดยไม่หวั่นไหว เป็นสิ่งที่ลูกต้องพยายามฝึกฝน ไม่ใช่การระงับ เท่านั้น แต่เป็นการดับความความอยากให้ได้ต่างหาก ที่นำพาชีวิตให้ได้พบกับความสุขสงบที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


            พ่อบอกกับลูกในฐานะของคนที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อน บนเส้นทางที่ลูกกำลังเดินตามมา และวันหนึ่งพ่อเชื่อว่าลูกจะมาถึงจุดที่พ่อกำลังพำนักอยู่ทุกวันนี้

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย