คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน มิ.ย 54

มิถุนายน 2554
แก้ม, กล่อม ลูกรัก

                งานทำบุญบริษัทใหม่ผ่านไปแล้ว ทั้งภาคกลางวันและภาคกลางคืน ทั้งภาคที่พ่อพูดเล่นๆ ว่า งานบุญและงานบาป ตอนเช้าฟังพระสวดรับศีลรับพร กลางคืนรื่นเริงดื่มกิน ทิ้งทั้งสติสัมปชัญญะ และเศษขยะไว้ให้เก็บกวาดในวันรุ่งขึ้นพอๆ กัน และแน่นอนในการรับภาระจัดการกับเศษซากที่คนหมู่มากทิ้งไว้ คนส่วนน้อยจำนวนหนึ่งเป็นผู้รับภาระ ถึงแม้ส่วนหนึ่งจะระดมช่วยกันตั้งแต่คืนนั้นแล้วก็ตาม

หลังความสนุกสนานอึกทึกครึกโครมของค่ำคืนที่ผ่านมา บริษัทในวันรุ่งขึ้นเงียบสงบ คนกลุ่มนั้นกำลังเก็บกวาดอย่างเงียบ พ่อนั่งมองต้นไม้หน้าห้องทำงาน ขณะเขียนจดหมายถึงลูก มันช่างเงียบสงบจนพ่ออยากจะให้เหตุการณ์เมื่อคืนนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ทำลายความสงบเงียบของสถานที่แห่งนี้ และอยากให้ในจิตใจของทุกคนเงียบสงบ เหมือนภาวะที่พ่อกำลังเผชิญอยู่ แต่พ่อก็รู้ว่าคงเป็นไปได้ยาก เพราะหลังจากนี้สิ่งที่รออยู่ก็คือ การหาเงินมาใช้หนี้ใช้สินที่ก่อไว้ ซึ่งมันคือชะตากรรมที่พ่อไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะเป็นผู้ก่อมันขึ้นด้วยน้ำมือตัวเอง

                สิ่งหนึ่งที่พ่อรู้สึกอีกครั้งหลังมีงานแบบนี้ก็คือ เราฟุ่มเฟือยกินล้างกินผลาญกันมาก ทุกอย่างถูกจัดหามาอย่างล้นเหลือ เหลือดีกว่าขาด เรามักคิดกันเช่นนั้น ถ้าขาด ไม่มากพอ หรือไม่ดีพอ เราจะรู้สึกว่ากลัวเสียหน้า กลัวถูกมองว่าใจไม่ถึง ขี้เหนียว ถูกตำหนิติเตียนว่าไม่มีรสนิยม เราจึงต้องสรรหาสิ่งที่ดีเข้าไว้ ให้มากเข้าไว้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง การบริโภคอย่างล้นเกินไม่ได้มีผลดีทั้งต่อตนเองและต่อโลกใบนี้ พ่อเป็นคนหนึ่งที่ไม่สามารถจัดการกับความขัดแย้งนี้ได้อย่างหมดจด ลูกจะเห็นว่ายามอยู่ที่บ้านพ่อกินข้าวกับผักกับปลาไม่กี่คำ หรือไม่ก็ข้าวผัดจานเดียวก็อิ่มแล้ว แต่เวลามีงานหรือเลี้ยงแขก มักจะมีความล้นเกินเสมอ
                พ่อพูดกับลูกบ่อยๆ เรื่องอย่ากินทิ้งกินขว้าง เรื่องความรู้สึกผิดบาปที่ไม่สามารถเฉลี่ยความล้นเกิน กับความขาดแคลนได้ดีมากเท่าที่มันควรจะเป็น พ่อย้ำเสมอเรื่องเรามีกินอิ่มหนำ เหลือทิ้งเหลือขว้างเน่าเสีย แต่ในเวลาเดียวกัน คนจำนวนมากขาดแคลนโดยที่ไม่มีใครแบ่งปัน
                ความล้นเกินส่วนหนึ่งไม่ได้มาจากจิตใจที่ใฝ่การล้นเกิน ไม่ได้ซื้อหาแต่มาจากคนที่รักเราและเราก็รักเขาหลายๆ คน หอบหิ้วสิ่งนั้นสิ่งนี้กันมาคนละอย่างสองอย่าง รวมๆ กันเข้าก็มากมายจนเหลือล้น วันหนึ่งลูกก็คงต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ พ่อคิดว่าลูกคงจัดการมันได้ดีกว่าพ่อ ที่พ่อเชื่อเช่นนั้น ก็เพราะว่าลูกได้เริ่มเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างในแนวทางที่ดีที่ถูกต้องก่อนพ่อ
                ตัณหาเรื่องการกินเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนเราทั้งลุ่มหลงและหวาดกลัว ลุ่มหลงในรูปรสสรรพคุณ กลัวอดกลัวไม่อิ่ม กลัวได้กินไม่พอ ได้กินน้อยกว่าคนอื่น ในวัยเด็กพ่อเคยทะเลาะพี่ทะเลาะน้องเรื่องการแย่งของกิน เพราะอยากกินในขนมชนิดเดียวกันที่มีอยู่ไม่พอจำนวนคน เพราะการกินของพ่อในตอนนั้น ยังเป็นการกินด้วยตัณหา ด้วยความไม่รู้ว่าร่างกายต้องการอะไรเท่าไหร่ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นส่วนเกิน มาถึงรุ่นลูกอาจเป็นทั้งโชคดีและโชคร้ายที่ไม่ต้องเจอปัญหานี้ โชคดีอย่างไร โชคร้ายอย่างไร ลูกต้องลองคิดดู ความมีมากก็มีโทษ และความขาดก็มีคุณ
                ปัจจุบันพ่อแทบไม่มีตัณหาเรื่องการกินแล้ว จิตแบบที่ต้องการกินอาหารที่ดีๆ แพงๆ มากๆ หรือต้องตระเวนกินอาหารตามร้านที่เขาว่าอร่อยไม่มีเหลือ ไม่มีความอยาก การกินแบบไม่มีตัณหา ได้กินก็ได้ ไม่ได้กินก็ได้ ได้กินอะไรก็ได้ ใจมีเหตุผลในการพิจารณาโดยไม่ยึดติด สุดท้ายแล้วอาหารที่ดีที่สุดที่พ่อกินแล้วไม่รู้สึกไม่สบายกาย เป็นอาหารพื้นๆ ที่คุ้นเคยมาโดยกำพืดนั้นคือ ข้าวกล้อง น้ำพริก ผัก ปลา
                วันที่มีงาน ซึ่งมีอาหารสารพัดอย่าง อาหารมื้อเช้าที่พ่อได้กินมีเพียงน้ำข้าวต้มที่เหลือ เพราะไปกินสายกว่าคนอื่น และตอนที่ไปกินนั้น เขายังไม่ได้ยกมาเติม พ่อกินได้อย่างไม่มีความรู้สึก ไม่มีอารมณ์ กระทั่งตอนเย็นถึงได้มีโอกาสตักข้าวจากหม้อ เศษอาหารหลายอย่างที่เหลือจากที่แขกกิน ซึ่งเขาเก็บเอามาเทรวมๆ กันไว้ในถาด พ่อตักผัดสะตอที่ย่าทำมาราดข้าวกินแบบรีบๆ แต่ก็มีความสุข เหตุผลที่พ่อเลือกกินผัดสะตอของย่าที่อุตส่าห์ทำมาจากชุมพร เพราะว่านั่นเป็นอาหารที่แม่ใช้หัวใจทำมา ความอิ่มของความสุขในใจแตกต่างจากการอิ่มอร่อยที่ลิ้น พ่อเห็นความสุขเวลาที่แม่ทำอาหารให้ลูกกินแล้วลูกบอกว่าอร่อย ความรู้สึกแบบนี้อิ่มทั้งครอบครัว พ่ออยากทำหน้าที่สื่อสารความรู้สึกแบบนี้กับย่าภายในใจ เพราะกับย่านั้น วันนั้นทั้งวันแทบไม่ได้คุยกันเลย ย่ากลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

                สองวันก่อน น้องกล่อมนำสิ่งที่น้องกล่อมปวารณาตนมาให้พ่ออ่านและเขียนความรู้สึกถึง พ่อรู้สึกปีติใจที่ลูกรู้จักปวารณา และสร้างพันธสัญญาที่จะพัฒนาคุณภาพจิตใจยกระดับความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้น ตั้งแต่วัยเยาว์ ถึงแม้มันจะเป็นสิ่งสามัญทั่วๆ ไป เช่น การจะเป็นเด็กดี จะเชื่อฟังพ่อแม่ จะไม่ทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์ จะตั้งใจเรียนหนังสือ อะไรทำนองนี้ วัยเยาว์ของพ่อเป็นวัยเยาว์ที่ไม่รู้จักการฝึกพัฒนาตนเช่นนี้ พ่อขอให้ลูกมีกำลังใจ และเชื่อมั่นในแนวทางที่ลูกกำลังพาตัวเองไปสู่
                พร้อมกันนี้ พ่อคิดว่าตัวพ่อเองนั้นก็ควรจะปวารณาตนกับลูกเช่นกัน หลายๆ ข้อเป็นสิ่งที่เราปวารณาในความรู้สึกที่มีต่อกันอยู่แล้ว แต่มีบางสิ่งที่พ่ออยากปวารณาในครั้งนี้ด้วยนั้น คือจะปฏิบัติตัวอยู่ในศีลทั้ง 5 ข้อให้มากขึ้น ข้อเบียดเบียนชีวิตสัตว์ พ่อคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะต้องเลิกกินสัตว์ใหญ่ ข้อลักขโมย ฉ้อโกง อยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นพ่อไม่เคยประพฤติ พ่อถือเคร่งมานาน ข้อกาเม อาจมีบ้างที่ตัณหาราคะผุดขึ้นในจิต แต่จะกระทำนั้น มั่นคงว่าดับและละวางได้โดยเด็ดขาด ข้อมุสาวาจา การไม่พูดเท็จนั้น พ่อคิดว่าพ่อปฏิบัติได้ดีอยู่แล้ว แต่จะทำให้ดีขึ้นในเรื่องการใช้วาจาตำหนิเบียดเบียนผู้อื่น มีข้อที่ผิดบ่อย แต่ก็ไม่เคยเบียดเบียนผู้อื่นนอกจากเบียนเบียดตน คือข้อสุดท้าย ปวารณาว่าตั้งใจลดละ แต่ไม่กล้าให้คำมั่นว่าจะเลิก

                กลัวผิดข้อมุสา     

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ได้ชีวิตใหม่ในวันรับเสด็จ ยายชุบ สามร้อยยอด