คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน ธ.ค 54

พฤศจิกายน 2554
แก้ม, กล่อม ลูกรัก

                มีหลายคนถามพ่อว่า ในช่วงที่ความวิตกจริตเรื่องน้ำท่วมกำลังท่วมทับคนกรุงเทพฯ ทำไมพ่อไม่ส่งลูกไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะจะได้ไม่ต้องเป็นภาระ ไม่ต้องห่วงกังวล ซึ่งคนที่ถามก็คงปรารถนาดี เพราะเห็นว่าช่วงนี้พ่อกับพวกอาๆ รับเอาทุกข์สุขของคนที่ถูกน้ำท่วมมาเป็นภาระไม่น้อยเลยเมื่อเทียบกับศักยภาพหรือกำลังของเรา



              พ่อยังไม่มีความคิดเรื่องการส่งลูกไปอยู่ในที่ปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย... สำหรับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นอยู่นี้ แต่ก็บอกไม่ได้ว่าถ้าสถานการณ์รุนแรงมากกว่านี้หรือไม่ใช่เหตุการณ์น้ำท่วม แต่เป็นวิกฤติภัยอย่างอื่นเช่น แผ่นดินไหวหรือเกิดการจลาจล ปล้นฆ่า... พ่อจะยังตัดสินใจแบบนี้อยู่หรือเปล่า แต่สำหรับตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา
           ที่พ่อไม่ส่งลูกไปอยู่กับปู่ ย่า หรือบ้านอาช็อฟที่ชุมพร พ่อมีเหตุผลหลายอย่าง ประการแรกสุดก็คือพ่อกับแม่ยังดูแลลูกได้ มั่นใจว่าลูกยังปลอดภัยในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และพ่อกับแม่ก็อยากเป็นผู้รับภาระนี้ด้วยตัวเอง
                ประการต่อมาคือ พ่อคิดว่าการหนี การหลีกเลี่ยงเมื่อมีโอกาสที่จะเรียนรู้ ฝึกฝนการเผชิญสถานการณ์ในบางกรณีเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย... วันข้างหน้าถ้ามันเกิดขึ้นอีกลูกก็จะเป็นคนที่ต้องหนีมันไปเรื่อยๆ วันนั้นพ่อกับแม่อาจไม่ได้อยู่ดูแลลูกแล้ว... ถ้าพ่อกับแม่ปรารถนาดีกับลูก พ่อคิดว่าต้องให้โอกาสลูกได้พบและเผชิญ ไม่ใช่ส่งเสริมให้ตระหนกตกใจ ลนลานหนีให้ไกลเมื่อภัยมาอย่างเดียว การหนีนั้นง่าย แต่เราไม่สามารถหนีปัญหาทุกสิ่งได้ตลอด วันที่เรายังพอสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมและจัดการกับมัน เราจึงไม่ควรปฏิเสธโอกาสนี้ นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีและหาได้ยากที่ลูกจะได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์ที่จะทำให้ชีวิตของลูกในวันข้างหน้ามีความมั่นคงในการใช้ชีวิตและทางจิตใจมากขึ้น
                ความสามารถในการรับมือกับวิกฤติปัญหา ไม่ได้หมายถึงการต้องอยู่สู้อย่างเดียว จะหนีหรือหลีกเลี่ยงก็ได้ถ้าจำเป็น หากแต่นั่นหมายความว่าลูกได้เผชิญหน้ากับมันอย่างมีสติและปัญญา การมีสติและมีปัญญาจะทำให้ลูกรู้จักไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะหนีหรือต่อสู้ นั่นเป็นหนทางที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดที่ควรจะเลือกในยามนั้น ซึ่งแตกต่างจากการหลบหนีด้วยความหวั่นวิตกและขลาดกลัว รวมถึงการหลับหูหลับตาสู้อย่างไร้สติด้วยทิฐิมานะที่ผิด ก็ไม่ใช่วิถีที่ถูกต้องเช่นกัน การหนีนั้น อาจทำให้ลูกสุขสบายเฉพาะหน้าชั่วครั้งชั่วคราว แต่พ่อคิดว่าในใจลูกจะมีความไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลา การเผชิญกับปัญหาจะทำให้ลูกแข็งแกร่งขึ้น หวาดกลัวน้อยลง
                มากกว่านั้น พ่อคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องการร่วมทุกข์ร่วมสุข ได้เสียสละ ได้เห็นและซึมซับว่า การมีเมตตา เกื้อกูล แบ่งปันนั้น เป็นความงดงามและเป็นหนทางในการพัฒนาตน ขัดเกลาจิตใจ ทำให้ตัวเราเห็นแก่ตัวน้อยลง ละวางได้มากขึ้น
                การเสียสละทั้งแรงกายแรงใจและกำลังทรัพย์ ยอมเหน็ดเหนื่อยทุ่มเทเพื่อช่วยแบ่งเบาความทุกข์ให้ผู้อื่น ทั้งๆ ที่ลูกมีโอกาสและมีเหตุผลพอที่จะหนีเอาตัวรอดตามลำพังนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ได้มีความหมายต่อตัวผู้ปฏิบัติเองเท่านั้น แต่ยังมีความหมายต่อสันติสุขของสังคมส่วนรวมอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อลูกได้กระทำกับเพื่อนมนุษย์ผู้ที่ไม่ได้รู้จักผูกพันและไม่มีประโยชน์แอบแฝงต่างตอบแทนใดๆ นั่นหมายถึงลูกได้เริ่มรู้จักก้าวข้ามข้อจำกัดอันคับแคบที่กักขังมนุษย์ไว้กับความเห็นแก่ตัว
                ลูกรัก ใครๆ ก็อยากสุข ใครๆ ก็อยากสบาย ใครๆ ก็ไม่อยากลำบาก ไม่อยากยุ่งยากเอาธุระของผู้อื่นมาใส่ตัว การเป็นธุระกับทุกข์ของผู้อื่นผ่านการให้และการเสียสละ เป็นหนทางสำคัญในการฝึกฝนบำเพ็ญตนให้พ้นความโลภ หลง ทางหนึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายถึงวันหนึ่งเมื่อเราทุกข์เขาจะมาช่วยเรา พ่อไม่เคยหวังและไม่อยากให้ลูกหวัง ที่ควรหวังคือหวังว่าจะทำให้เราสามารถละวางอัตตาและการยึดติดในตัวตนและวัตถุธาตุได้มากขึ้น และหวังว่าจะทำให้ลูกเชื่อว่าการงานที่ลูกยอมลำบากเพื่อบรรเทาทุกข์ของเพื่อนมนุษย์นั้น เป็นการงานที่ดีที่สุดของคนเรา ซึ่งทำให้เราได้รับบุญกุศลและความปีติยินดีในจิตใจเป็นสิ่งตอบแทน
                อีกด้านหนึ่ง พ่อคาดหวังว่าลูกจะได้เห็นการจัดการในการรับมือกับปัญหาด้วยความไม่ประมาท เช่นเห็นว่าต้องตระเตรียมเรื่องน้ำ ไฟ เรื่องอาหารการกิน เรื่องการขนย้ายข้าวของต่างๆ อย่างไร ยิ่งถ้าหากน้ำท่วมแล้วลูกได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางปัญหาที่เกิดจากน้ำท่วมสักสี่ซ้าห้าวัน พ่อคิดว่าก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยที่สุดจะได้รู้ว่าการอยู่ท่ามกลางน้ำท่วมเป็นอย่างไร ถ้าอยากจะมีความสะดวกสบายเช่นก่อนหน้านี้ต้องรู้อะไร ต้องคิดอย่างไร และต้องลงมือทำอะไรบ้าง
                มากกว่านั้น พ่ออยากให้ลูกได้เห็นความเห็นแก่ตัวของคนเรา เห็นการเบียดเบียน แย่งชิง เผชิญความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย เมื่อเห็นของที่เคยควักเงินซื้อได้ง่ายบนชั้นวางของซูเปอร์มาร์เกตหมดลง แล้วมีเงินเท่าไรก็ไม่สามารถซื้อหาได้ ของที่ลูกกำลังจะหยิบมีมือเอื้อมมาคว้าตัดหน้าไปก่อน หรือเมื่อลูกทำเช่นนั้นกับผู้อื่น ความรู้สึกของลูกต้องไม่เหมือนกับวันที่ปกติสุขเป็นแน่ นี่คือสังคมที่ลูกคาดหวัง มีความสุขที่จะอยู่หรือไม่ ลูกจะได้มีคำตอบให้ตัวเอง และจะได้คิดต่อว่าอะไรที่พาทุกสิ่งทุกอย่างมาถึงวันนี้ ซึ่งถ้าไม่ใช่สิ่งที่ลูกพอใจ ลูกควรจะทำอย่างไรทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า
                สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ลูกจะไม่มีทางได้รู้ได้เห็น และมีประสบการณ์ตรงด้วยตัวเองถ้าพ่อพาลูกหนีไปตั้งแต่น้ำยังไม่ท่วม แม้ลูกจะไปสุขสบาย แต่พ่อก็ไม่อยากให้ลูกภาคภูมิใจกับความสุขสบายที่ได้มาจากความคับแคบเห็นแก่ตัว
ทว่าทั้งหมดนี้ สำคัญคือเราต้องประเมินศักยภาพ เหตุปัจจัย และบริบทรอบๆ ตัวเราด้วยว่าเราเป็นใคร มีความพร้อมแค่ไหน การตัดสินใจที่เหมาะสมสำหรับตัวเรา อาจไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้องสำหรับบุคคลอื่น ซึ่งมีเหตุปัจจัยในชีวิตต่างกัน นั่นลูกก็ควรเคารพและเข้าใจ
ภาวะเช่นนี้ เป็นภาวะที่ควรจะปลอดการกล่าวหา กล่าวโทษ ซึ่งรังแต่จะสร้างปัญหาเพิ่มทั้งภายนอกและภายในจิตใจ

เพราะปัญหาที่มีอยู่ก็มากมายพอแล้ว

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ได้ชีวิตใหม่ในวันรับเสด็จ ยายชุบ สามร้อยยอด