คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน ก.ค 54

กรกฎาคม 2554
แก้ม, กล่อม ลูกรัก

            วันนี้พ่อเขียนถึงลูกก่อนที่จะขึ้นไปห้องพระ สวดมนตร์ และนั่งสมาธิ หลายวันมาแล้วที่พ่อพยายามไหว้พระและนั่งสมาธิช่วงสั้นๆ ก่อนทำงาน ทุกวันเมื่อมาถึงบริษัท เวลาที่พ่อเคยใช้ไปในการเดินดูความเรียบร้อยของออฟฟิศ สั่งงาน ถูกเปลี่ยนมาเป็นเวลาในห้องพระ เดือนกว่าที่ผ่านมานี้พ่อทำคนเดียว แต่วันนี้จะเป็นวันแรกที่คุณแม่กับอาๆ ที่บริษัทอีกหลายคนจะมาร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นการสวดมนตร์พร้อมคำแปลและนั่งสมาธิโดยใช้เวลาราวๆ 40 นาที และหลังจากวันนี้เป็นต้นไป กิจกรรมนี้ก็จะเป็นกิจกรรมที่เป็นวาระประจำ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ของคนที่สมัครใจในบริษัททีวีบูรพาตลอดไป

                

                 ลูกรัก.. คนเราจะสุขหรือทุกข์อยู่ที่จิตใจ สุขหรือทุกข์เป็นเพียงภาวะที่เกิดขึ้นชั่วขณะ เปลี่ยนแปรได้ตามการปรุงแต่ง พ่อเชื่อว่าลูกทั้งสองคนถูกสอนให้เข้าใจและเท่าทันภาวะการเกิดและดับ กับการปรุงแต่งจิตนี้มาโดยตลอด ซึ่งในความรู้สึกของพ่อลูกทั้งสองคนเป็นนักเรียนน้อยที่เอาจริงเอาจังและทำได้ดีทีเดียว แต่นั่นแหละ ในบางครั้งบางขณะความทุกข์กังวลก็ยังกลับมาเยี่ยมเยือนลูก (รวมทั้งพ่อแม่ด้วย) เป็นครั้งคราว ซึ่งเหตุที่มาเยี่ยมเยือนจิตใจของลูกและทำให้ลูกทุกข์นั้น ล้วนมาจากภายนอกแทบทั้งสิ้น หมายความว่ามันไม่มีอยู่ในตัวเรามาก่อน จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ของเรา ถ้าเราไม่ยึดไม่จับมันไว้ ไม่เอามันมาเป็นสาระ ทิ้งมันไปเสีย เคลียร์ใจให้ว่าง ลูกก็จะวางสิ่งที่ทำให้ลูกทุกข์ได้มากมาย
                สองวันก่อนพ่อมีเรื่องประทับใจในตัวน้องกล่อมมากเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เป็นเรื่องพิเศษอะไร เป็นเรื่องความรับผิดชอบธรรมดาๆ ที่มีต่อการบ้านที่คุณครูให้ เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งคุณแม่มาปรารภกับพ่อว่า ตอนนี้ในห้องของน้องกล่อมกำลังมีปัญหา มีผู้ปกครองของเพื่อนๆ น้องกล่อมจำนวนหนึ่งเขียนบ่นในเมลว่าลูกของเขากำลังทุกข์ ไม่อยากไปโรงเรียน เด็กบางคนเครียดถึงกับอาเจียน เนื่องจากไม่สามารถจัดการกับการบ้านที่คุณครูให้มากและยากเกินไปได้ มีผู้ปกครองของเด็กๆ อีกหลายคนแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมๆ แล้วน่าจะเกือบหมดห้อง
                ก่อนหน้านั้น... มีอยู่วันหนึ่งน้องกล่อมต้องทำการบ้านถึงเที่ยงคืน (ก็ยังไม่เสร็จ) จนคุณพ่อต้องบอกให้น้องกล่อมวางการบ้านไปนอน เพราะเป็นคืนวันอาทิตย์ รุ่งขึ้นต้องตื่นไปโรงเรียนแต่เช้า พ่อบอกว่าน้องกล่อมไม่ต้องกังวล ถ้าน้องกล่อมทำเต็มที่แล้วได้เท่านั้น น้องกล่อมมีเหตุผลพอที่จะบอกคุณครู และพ่อเชื่อว่าคงจะมีเพื่อนๆ ของน้องกล่อมอีกหลายคนที่ทำไม่เสร็จ วัน (อาทิตย์) นั้นทั้งวัน สมุด หนังสือ อุปกรณ์ในการทำการบ้านของน้องกล่อมวางเกลื่อนพื้นเต็มไปทั้งบ้านจนแทบไม่มีทางเดิน และการบ้านชิ้นสุดท้ายที่น้องกล่อมยังทำไม่เสร็จ พ่อสังเกตเห็นน้องกล่อมเขียนไป 3-4 หน้าแล้วเพิ่งจะได้ครึ่งค่อน สำหรับเด็ก ป.6 พ่อสงสัยเหมือนกันว่ามันจะอะไรกันนักกันหนา
                สองวันต่อมาเมื่อแม่ปรารภเรื่องนี้ขณะที่น้องกล่อมกำลังนั่งทำการบ้านอยู่ พ่อเห็นความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของน้องกล่อมทันที คำพูดของน้องกล่อมทำให้พ่อกับแม่ต้องมองหน้ากันแล้วสงบปากสงบคำ เมื่อน้องกล่อมบอกแม่ว่า การบ้านเยอะรึเปล่าไม่รู้ แต่คุณครูให้การบ้านนี้ตั้งแต่ 4-5 วันที่แล้ว ถ้าทำไม่เสร็จปัญหาน่าจะมาจากการบริหารเวลาไม่ดีรึเปล่า ที่กล่อมทำไม่เสร็จเพราะกล่อมไม่มีสมาธิดีพอ กล่อมเล่นกับคุกกี้บ้าง อ่านการ์ตูนบ้าง ไม่ได้ตั้งใจทำอย่างจริงจัง คุณแม่บอกว่ามีผู้ปกครองบ่นว่าการบ้านยากเกินไปสำหรับเด็กๆ วัยนี้ แล้วยกตัวอย่างเรื่อง การค้นคว้าเรื่องพระอานนท์ น้องกล่อมบอกว่าน้องกล่อมต้องค้นคว้าเรื่องนางวิสาขา คุณครูไม่ได้ให้มาลอยๆ แต่ได้ให้คำแนะนำต่างๆ ที่ผู้ปกครองสงสัยไว้ครบถ้วนแล้ว
                สิ่งที่พ่อประทับใจในตัวน้องกล่อมก็คือ น้องกล่อมกล้าที่จะยอมรับในความบกพร่องของตัวเอง ไม่โทษว่าผู้อื่น น้องกล่อมวิเคราะห์ต้นตอของปัญหาได้ และภายใต้การยอมรับนั้น น้องกล่อมพยายามทำตามกติกาให้ลุล่วง นั่นคือพร้อมที่จะนอนดึกดื่น และตื่นเช้าไปโรงเรียนให้ได้ตามปกติ เพื่อจะส่งการบ้านคุณครูให้ได้ตามที่ตกลงไว้โดยไม่ท้อบ่น และที่สำคัญ สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมิได้ทำให้น้องกล่อมมีทิฐิที่ผิด น้องกล่อมไม่ทำให้พ่อแม่เข้าข้างลูกจนลืมสำรวจความเป็นจริงให้รอบด้าน มากกว่านั้นในวันต่อมา พ่อได้อ่านบันทึกการวิเคราะห์ตนของน้องกล่อมเกี่ยวกับเรื่องนี้ น้องกล่อมไม่เพียงพูดถึงข้อด้อยของตัวเองอย่างไม่ปิดบัง ขณะเดียวกันน้องกล่อมยังได้เขียนถึงแนวทางปรับปรุง และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หลังจากวันนั้น พ่อสังเกตเห็นความมีสมาธิ ความตั้งใจในการทำงานของน้องกล่อมเพิ่มมากขึ้น น้องกล่อมทำงานเรียบร้อยขึ้น ซึ่งพ่อว่าอันหลังนี้แหละที่น่าชื่นชมอย่างแท้จริง เพราะมันคือการพยายามแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาตน
                สองวันต่อมาพ่อได้เห็นหน้าปกรายงานซึ่งน้องกล่อมต้องแก้เป็นครั้งที่ 3 (ซึ่งทราบว่าเรื่องนี้ก็เป็นปัญหากับเด็กแทบทั้งห้องก่อนหน้านี้เช่นกัน) น้องกล่อมบอกว่าถูกแล้วที่ต้องแก้ เพราะมันเป็นกติกาของห้องที่ทุกคนได้ตกลงกันไว้แล้วว่า ถ้าทำผิด ทำสกปรก ไม่เรียบร้อย ต้องแก้ไขปรับปรุง ซึ่งพ่อก็คิดว่าถูกแล้วเช่นกัน และพ่อก็เห็นว่าหน้าปกรายงานชิ้นที่ 3 ที่น้องกล่อมแก้นั้น ดีกว่า 2 ชิ้นแรกจริงๆ พ่ออยากให้ลูกถูกสอน ถูกฝึกให้ไม่ติดสบาย ไม่มักง่าย เมื่อน้องกล่อมไม่มีปัญหากับเรื่องนี้พ่อก็ดีใจ
                แต่มีสิ่งหนึ่งที่พ่อไม่ได้บอกน้องกล่อม หลังน้องกล่อมขึ้นไปนอนพ่อแอบดูการบ้านของน้องกล่อมที่ทำไม่เสร็จในคืนวันอาทิตย์ พ่อพบข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นปัญหาที่ทำให้เด็กๆ มีความทุกข์กับการทำการบ้านแล้วส่งทุกข์นี้ไปยังผู้ปกครองโดยทั่วถ้วนรึเปล่า นั่นก็คืองานชิ้นที่น้องกล่อมต้องอ่านหลายหน้าเขียนหลายหน้านั้น ความจริงคุณครูเขาให้ย่อความ คือจับใจความมาย่อให้เหลือสั้นๆ แต่น้องกล่อมย่อละเอียดไปนี้ดนึง คือย่อจาก 5-6 หน้า เหลือ 4 หน้า ซึ่งแบบนั้นเค้าเรียกว่าคัดลอก นี่เองที่ทำให้น้องกล่อมต้องนอนเที่ยงคืน

                และนี่เองที่ทำให้พ่อได้คิดว่า เหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่พ่อเอาใจใส่ลูกน้อยไปนี้ดดด... นึงเหมือนกัน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ได้ชีวิตใหม่ในวันรับเสด็จ ยายชุบ สามร้อยยอด