คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน ต.ค 53

ตุลาคม 53
แก้ม, กล่อม ลูกรัก

               ลูกคิดว่าความกล้าหาญเป็นอย่างไร? ที่ถามเช่นนี้ไม่ได้ต้องการให้ลูกไปเปิดพจนานุกรม ท่องจำความหมายของคำว่า กล้าหาญ มาตอบหรืออธิบายให้พ่อฟัง


ตอนพ่อเป็นเด็กอายุ 4–5 ขวบ พ่อมักถูกผู้ใหญ่ถามว่าให้ต่อยกับคนนั้นเอาไหม ต่อยกับคนนี้เอาไหม... สู้รึไม่สู้ พ่อไม่มีทางเลือกที่จะตอบเป็นอื่นเลยนอกจากต้องตอบว่า สู้ไม่เลือก ทุกครั้ง ซึ่งจะเป็นที่พอใจของพวกผู้ใหญ่มาก พวกเขาจะหัวเราะชอบใจกับการผลักดันเด็กคนหนึ่งให้ตกลงไปในหลุมแห่งความกลัว ซึ่งนั่นทำให้ชีวิตวัยเด็กของพ่อต้องพยายามสู้ (ซึ่งหลายครั้ง สุดท้ายแล้วคือการทำร้าย) ผู้อื่นอยู่หลายปี ทั้งๆ ที่ในใจนั้นทุกข์ กังวลและหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก ไม่เคยมีก่อนและหลังการชกต่อยครั้งไหน ที่พ่อมีความสุขและความภาคภูมิใจเลย จนในที่สุดก็ต้องบอกให้ตัวเองเลิกสู้ในความหมายนั้น ซึ่งก็ต้องขอบคุณทั้งความพ่ายแพ้และความขลาด
                ถ้าลูกถามนักมวยว่าความกล้าคืออะไร ลูกอาจได้คำตอบว่าคือการเดินหน้าเข้าแลกหมัด เท้า เข่า ศอก กับคู่ต่อสู้โดยไม่หวาดหวั่น ถ้าลูกถามทหาร คำตอบที่ได้อาจเป็นเรื่องความสามารถในการพลีชีพในสนามรบ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ถ้าถามเด็กช่างกล เขาอาจพูดเรื่องการควงมีดไล่ฟันคู่อริต่างสถาบัน ถ้าถามดาราบางคน เขาอาจยกเหตุผลประกอบตัวอย่างเรื่องความมั่นใจในการแต่งตัววับๆ แวมๆ โชว์ของสงวน หรือไม่ก็พูดถึงการกล้าเปิดเผยเรื่องความเลวของอดีตคนร่วมเตียงหลังเลิกรากันไปแล้ว
                แต่ที่พ่อจะพูดกับลูกในวันนี้คือ ความกล้าหาญแบบไหนที่ลูกควรมี นอกจากความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความผิด และความรู้สึกผิดที่ได้พูดกับลูกก่อนหน้านี้แล้ว พ่ออยากให้ลูกมีความกล้าหาญอีกชนิดหนึ่งที่นับวันยิ่งห่างหายไปจากผู้คนส่วนใหญ่มากขึ้นทุกที นั่นคือความกล้าที่จะสู้เพื่อความถูกต้อง ความเป็นธรรม และกล้าที่จะทำเพื่อผู้อื่น...  
การกล้าที่จะสู้เพื่อความถูกต้อง ความเป็นธรรม และกล้าที่จะทำเพื่อผู้อื่นนั้นเป็นเช่นไร พ่อจะขอเล่าเรื่องหนึ่ง
                ตอนพ่อเรียนหนังสืออยู่ชั้น ป.6 มีเพื่อนพ่อคนหนึ่งถ่มน้ำลาย (โดยไม่ตั้งใจ) ลงไปโดนศีรษะคุณครูคนหนึ่ง ที่กำลังยืนคุยกันอยู่ใต้หน้าต่าง คุณครูคนที่โดนน้ำลายไม่ติดใจอะไร แต่คุณครูอีกคนที่ยืนคุยอยู่ด้วยไม่คิดเช่นนั้น คุณครูคนนั้นขึ้นมาที่ห้องพ่อด้วยความโกรธ คาดคั้นให้คนทำแสดงตัวเพื่อนำไปลงโทษและขอโทษ ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ อึดอัดอยู่นานไม่มีใครกล้าหาญพอที่จะรับผิด แม้คุณครูบอกว่าไม่งั้นจะตีทั้งห้องก็ยังๆ ไม่มีใครกล้ารับ และมากกว่านั้นคือไม่มีใครกล้าพอที่จะทำเพื่อใคร นั่นทำให้คุณครูยิ่งโกรธมากขึ้นและเริ่มด่ากราดนักเรียนทั้งห้อง
                สุดท้ายพ่อทนไม่ไหวจึงยกมือขึ้นแล้วบอกครูว่าพ่อเป็นคนทำ พร้อมกับเริ่มสะอึกสะอื้นร่ำไห้ เท่านั้นครูก็พอใจแล้ว ทั้งๆ ที่พ่อนั่งอยู่กลางห้องยังไม่ได้ขยับไปไหน และครูก็เห็นอยู่ว่าใครนั่งอยู่ริมหน้าต่าง เขาเป็นเพื่อนที่พ่อรักมากที่สุดคนหนึ่ง
                พ่อไม่ได้ยอมรับเพราะเป็นการแสดงความกล้าหาญ และคิดอ่านเสียสละจะทำเพื่อผู้อื่น แต่พ่อรู้สึกอึดอัดและทนไม่ได้ต่อบรรยากาศอันเลวร้ายที่กำลังเพิ่มขึ้นทุกขณะ เพราะคิดว่าสิ่งที่คุณครูกำลังทำเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ไม่มีเหตุผล บวกกับความผิดหวัง และคับแค้นต่อการทำเป็นทองไม่รู้ร้อนของเพื่อนที่นำความซวยมาให้คนทั้งห้อง
ตอนนั้นพ่อยังไม่รู้จักความเสียสละ พ่อยังแย่งขนมทองหยิบทองหยอดที่ปู่มักซื้อมาห่อเดียวจากอาช็อฟอยู่เสมอ และไม่รู้ว่าสถานการณ์แบบนั้นคนเราสามารถแสดงออกถึงความกล้าหาญได้ พ่ออับอายด้วยซ้ำตอนที่ยกมือบอกครูว่า “ผมทำเองครับ” แล้วเริ่มร้องไห้ เพราะเพื่อนหลายคนแอบอมยิ้ม
ตลอดระยะทางที่เดินไปข้างล่างเพื่อไปกราบขอโทษครูอีกอาคารเรียนหนึ่ง พ่อเดินสะอึกสะอื้นร้องไห้ไปตลอดอย่างสะกดกลั้นความรู้สึกไม่ได้ ท่ามกลางสายตาของทั้งคุณครูและนักเรียนนับร้อยคนที่มองมาทั้ง งงๆ และขันๆ ความรู้สึกในใจของพ่อที่ก่อขึ้นยิ่งทวีเป็นความคับแค้น
                กราบขอโทษคุณครูแล้ว คุณครูท่านนั้นบอกว่าไม่เป็นไร ขณะที่ครูคนอื่นสอนว่าวันหลังต้องหัดมีความกล้าหาญเสียบ้าง กล้าทำต้องกล้ารับ พ่อยิ่งร้องไห้ ร้องไห้อยู่นานหลังจากนั้นนับชั่วโมง ไม่กล้าสบตาใคร ไม่อยากกลับบ้านตาบวมไปให้ปู่กับย่าถาม และแน่นอนรวมถึงไม่อยากมาโรงเรียนเผชิญหน้ากับสายตาใครในวันต่อมา
                เหตุการณ์ที่ไม่สลักสำคัญครั้งนั้น นอกจากจะสร้างบาดแผลที่เป็นแผลเป็นของชีวิตไปตลอด ระหว่างเด็กคนหนึ่งกับครูและกับโรงเรียนได้อย่างไม่น่าเชื่อแล้ว ยังทำให้เด็กที่ไม่มีความสุขกับการไปโรงเรียนคนนั้นเกิดความฝังใจในเรื่องของความเป็นธรรม ไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรง พร้อมๆ กับการเพาะเชื้อต่อเรื่องความอยุติธรรม เด็กคนนั้นได้ทำความรู้จักกับการแบกหม้อก้นดำ และเริ่มเรียนรู้ว่าการแก้ตัวกับบางเรื่อง และบางคนในบางเวลาเป็นสิ่งไม่จำเป็น การสามารถเผชิญหน้ากับความอับอาย ข้อกล่าวหา และความเข้าใจผิดของสังคมก็สามารถนับเป็นความกล้าหาญชนิดหนึ่ง ความกล้าหาญไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของการกล้าสู้กับใครไม่เลือกหน้า การกล้าสู้กับความอ่อนแอ อ่อนไหวในตัวเองก็ต้องใช้ความกล้าหาญและอดทน
                เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไปหลายวัน วันหนึ่งเพื่อนผู้ชายที่ตัวเล็กที่สุด สุภาพเรียบร้อยและขาดความมั่นใจที่สุดในห้องคนหนึ่ง ได้เดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วบอกพ่อว่า ขอบคุณในความกล้าหาญของพ่อที่ทำเพื่อพวกเขา พร้อมกับหันมองไปยังเพื่อนกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังส่งสายตามา พวกเขาอยากจะบอกตั้งหลายวันแล้วแต่ไม่กล้า
                ถึงพ่อไม่ได้ทำสิ่งนั้นด้วยความกล้าหาญ แต่ ณ วินาทีนั้น ทำให้พ่อได้เรียนรู้ทันทีว่าการจะทำสิ่งนั้น ให้มาจากความกล้าหาญนั้นทำได้อย่างไร และความรู้สึกที่จะได้รับจากการทำเช่นนั้นเป็นอย่างไร และที่สำคัญพ่อเข้าใจแล้วว่ามันแตกต่างกันอย่างไร ระหว่างการมีความกล้าหาญพอที่จะต่อสู้เพื่อผู้อื่น หรือความถูกต้องกับการวางเฉย มีอีกหลายสิ่งนักที่สามารถให้มนุษย์แสดงความกล้าหาญ หรือเรียกร้องความกล้าหาญจากมนุษย์มากกว่าการต่อสู้และต่อยตี

การกล้าที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องและทำเพื่อผู้อื่นก็ต้องการความกล้าหาญ และบนความกล้าหาญแบบนี้ไม่ต้องกลัวแพ้ กลัวเจ็บ ไม่ทุกข์ กังวล เพราะเมื่อคิดจะทำก็สุขและภาคภูมิใจแล้ว เพราะนั่นหมายถึงลูกกำลังชนะทั้งความเห็นแก่ตัว และการกลัวต่อความยุ่งยากที่จะตามมา

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง