คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน เม.ย 53

16 มีนาคม 2553
แก้ม, กล่อม ลูกรัก

                พ่อดีใจมากที่ลูกทั้งสองคนเลือกที่จะเรียนต่อในชั้นมัธยมที่โรงเรียนปัญญาประทีป อ. ปากช่อง อย่างแน่วแน่ ถึงแม้ว่าน้องกล่อมยังต้องเรียนที่โรงเรียนทอสีอีก 2 ปีจึงจะได้ตามพี่แก้มไป แต่ก็ดูเหมือนว่าน้องกล่อมได้ตัดสินใจล่วงหน้าเป็นแม่นมั่นแล้วไม่แพ้กัน ไม่ต่างจากที่พี่แก้มแจ่มชัดกับตัวเองตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้น ป.5 ว่า ม.1 จะไปเรียนที่ไหน


                สิ่งที่พ่อดีใจไม่ใช่อยู่ที่การตัดสินใจของลูกตรงกับที่พ่ออยากให้เป็น แต่อยู่ที่ลูกมีความชัดเจนในตัวเอง และรู้จักตัวเองว่าความสุขของลูกคืออะไร และลูกมีความกล้าหาญที่จะเลือกกำหนดชีวิตของลูกตั้งแต่ชั้นประถม ซึ่งสมัยที่พ่ออยู่ในวัยเดียวกับลูกนั้นอย่าว่าแต่รู้จักตัวเองเลย พ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กสามารถหรือมีสิทธิ์ที่จะเลือกได้บนโอกาสที่ได้รับจากผู้ใหญ่ พ่อรู้แต่ว่าเด็กต้องถูกบังคับให้เข้าโรงเรียน ถ้าไม่เรียนหนังสือก็ผิดกฎหมาย ผู้ใหญ่บอกว่าจะถูกตำรวจจับ
                เรียนไปทำไม เรียนไปเพื่อไม่ให้ถูกตำรวจจับ เรียนไปเพื่อให้มีความรู้ มีความรู้ไปทำไม ความรู้แบบไหนควรรู้ ความรู้แบบไหนไม่ควรรู้ ความรู้แบบไหนจำเป็นต้องรู้ ความรู้แบบไหนไม่จำเป็น ความรู้ไหนรู้ถูก ความรู้ไหนรู้ผิด พ่อไม่เคยถูกสอนให้รู้เลย กระทั่งจบมหาวิทยาลัยพ่อยังไม่รู้เลยว่าจะออกไปทำอะไรหรืออยากเป็นอะไร พ่อรู้แต่ว่าพ่อไม่ชอบอะไรและตัวเองเป็นคนแบบไหน ซึ่งที่เรียนมาทั้งหมดไม่มีใครสอน
                ปู่ให้พ่อไปโรงเรียนพ่อก็ไป ปู่พาพ่อไปสอบแข่งขันโน่นนี่พ่อก็สอบ ปู่ให้พ่อย้ายโรงเรียนพ่อก็ย้าย พ่อจำไม่ได้ว่าปู่เคยถามพ่อหรือไม่ว่าพ่ออยากหรือเปล่า แต่ถึงปู่จะถามพ่อก็คงตอบว่าแล้วแต่ เพราะพ่อถูกสอนให้ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่
                พ่อเข้าใจดีว่าการที่พ่อเลือกให้ลูกเรียนในโรงเรียนวิถีพุทธอย่างโรงเรียนทอสีตั้งแต่อนุบาล ประถม และเป็นที่มาของการที่ลูกได้เลือกเรียนตามแนวทางนี้ต่อในชั้นมัธยมที่โรงเรียนปัญญาประทีป ซึ่งรุ่นพี่แก้มเป็นรุ่นที่สองของโรงเรียนที่มีนักเรียนทั้งโรงเรียนไม่ถึง 30 คนนั้น เราทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนดความคาดหวังในอนาคตร่วมกันอย่างเห็นพ้องแล้วว่า จะไม่เดินตามระบบความเชื่อที่คนส่วนใหญ่เป็นอยู่ นั่นคือให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนชั้นนำที่จะทำให้สอบแข่งขันเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาดีๆ มีคอนเน็กชันหรือสายสัมพันธ์ดีๆ เพื่อวันข้างหน้าจะได้มีการงานดีๆ มีฐานะดีๆ ซึ่งลูกคงเข้าใจดีว่า ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายถึงโรงเรียนที่ลูกเรียนอยู่ไม่ดี ตรงกันข้าม ดีมากต่างหาก แต่เรากำหนด ดีต่างจากที่คนส่วนใหญ่เขาเป็นกันอยู่ ดีของเราอาจจะทำให้ลูกเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ในความหมายของความคาดหวังที่เอามาตรฐานกิเลสแบบที่เป็นอยู่นำ แต่อย่างน้อยพ่อเชื่อว่าลูกจะประสบความสำเร็จในการมีชีวิตอย่างมีความสุขตามที่ลูกเลือกอย่างรู้จักตัวเองบนความเข้าใจที่มีต่อชีวิตอย่างถ่องแท้พอควร
                การที่มาเล่าย้อนหลังให้ลูกฟังเช่นนี้ ไม่ได้เป็นการตัดพ้อต่อว่าคุณปู่คุณย่าหรือโทษว่าอดีตของชีวิต หากแต่เป็นการมองย้อนอย่างเข้าใจ เพื่อเป็นกระจกบานเล็กๆ สะท้อนให้ลูกได้เห็น ได้มีสิ่งเปรียบเทียบ เพื่อเรียนรู้ทำความเข้าใจชีวิต ซึ่งเรื่องความทุกข์ความกลัวการไปโรงเรียนอย่างไม่มีความสุขนี้ ไว้เมื่อมีโอกาสพ่อจะเล่าให้ลูกฟังโดยละเอียดกว่านี้อีกครั้งหนึ่ง เรื่องเหล่านี้มีผลต่อชีวิตทั้งของพ่อและของลูก อย่างเช่นเป็นที่มาว่าทำไมพ่อถึงปฏิเสธดนตรี และทำไมถึงอยากให้ลูกได้เรียนดนตรี ทำไมพ่อจึงไม่สนใจภาษาอังกฤษ และทำไมจึงส่งลูกไปเรียนซัมเมอร์ต่างประเทศตั้งแต่ลูกยังเล็ก และแน่นอน เป็นที่มาของการที่พ่อมักจะตั้งคำถามที่ไม่มีสาระกับลูกคำถามหนึ่งบ่อยมาก นั่นก็คือ ไปโรงเรียนวันนี้แฮปปี้มั้ย ซึ่งน้องกล่อมจะตอบอย่างฉะฉานทุกครั้งว่า แฮปปี้ค่ะ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้พ่อมั่นใจว่าพ่อคิดไม่ผิด สมัยพ่อเป็นเด็กไม่มีใครเคยถามพ่อเลยว่ามีความสุขไหม หรือรู้สึกอย่างไรเมื่อไปโรงเรียน และพ่อก็เข้าใจว่าเด็กทุกคนก็ต้องเป็นอย่างนี้เหมือนๆ กัน ซึ่งความจริงหาใช่ไม่
                ลึกๆ พ่อยังมีความรู้สึกว่าโรงเรียนที่ลูกเรียนอยู่ยังตัดไม่ขาดความคาดหวังในความเก่งของเด็กด้วยการวัดผลจากการสอบแข่งขันด้วยซ้ำ แต่ก็เข้าใจดีว่าสิ่งไม่จำเป็นของพ่ออาจจำเป็นสำหรับผู้ปกครองของเด็กๆ จำนวนมาก แต่สำหรับพ่อบอกได้เลยว่า ไม่จำเป็นเลยที่ลูกจะต้องไปแข่งขันในแนวทางนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดว่าคนที่ไปแข่งขันในแนวทางนั้นคิดไม่ถูก อย่างที่บอกว่าคนเรากำหนด ดีต่างกัน ดีของเราอาจจะมักน้อยและออกแนวปลงๆ ไปบ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่างไรก็ตาม พ่อก็คิดว่าการที่ลูกได้ทำหน้าที่เป็นเด็กรุ่นหนูลองยาให้กับโรงเรียนนั้น เป็นการอุทิศตนเพื่อให้คุณครูเกิดการเรียนรู้และค้นพบ เพื่อปรับเปลี่ยนในวันข้างหน้า ซึ่งต้องถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง
              คิดแบบนี้ ยิ่งคิดยิ่งมีความสุข
แล้วลูกจะไปทำอะไรในอนาคต พ่อคิดว่ายังไม่จำเป็นที่จะต้องคาดคั้นเอาคำตอบนี้ให้ได้ในวันนี้
แต่พ่อเชื่อว่าถ้าลูกรู้จักตัวเองดีพอ รู้จักโลกและการมีชีวิตนี้ถ่องแท้พอ มีธรรมะเป็นต้นทุนชีวิต รู้จักคิดและมีทักษะชีวิตมากพอ ถึงวันนั้นไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าลูกยังมีชีวิตอยู่ลูกจะค้นพบและหาคำตอบอันแจ่มชัดให้กับตัวเองได้เองว่าลูกจะทำอะไร แบบไหน อย่างไร โดยที่ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะสอบโอเน็ต เอเน็ต ผ่านหรือไม่ สอบได้กี่คะแนน หรือกระทั่งต้องมีปริญญาพ่วงเกียรตินิยมห้อยท้ายไว้ในนามบัตร ซึ่งมันได้ถูกพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วว่าไม่สามารถการันตีได้เลยว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตเป็นและมีความสุขในชีวิต

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง