คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน มี.ค 53

แก้ม กล่อมลูกรัก

                สมัยพ่อเป็นเด็ก ความบันเทิงในชีวิตพ่อมีไม่กี่อย่าง เนื่องจากที่บ้านคุณปู่คุณย่าตอนนั้นยังไม่มีไฟฟ้า จึงไม่มีโทรทัศน์ นอกจากหนังกลางแปลงที่มาฉายขายยาที่สนามโรงเรียน ซึ่งปู่จะอนุญาตให้พ่อกับพี่ๆ น้องๆ ไปดูได้บ้างถ้าตรงกับคืนวันศุกร์หรือคืนวันเสาร์ กับหนังตะลุงและมโนราห์ที่เล่นในงานประจำปีที่ศาลพ่อปู่กลางทุ่งขุนแสน ไม่ก็งานวัดหรือตามบ้านงาน (หมายถึงบ้านของชาวบ้านคนใดคนหนึ่งที่จัดงาน เช่น งานทำบุญ 100 วัน งานฉลองพระบวชใหม่ งานแก้บนต่างๆ เป็นต้น แล้วรับหนังตะลุงหรือมโนราห์มาแสดง) แล้ว ยังมีอีก 2 อย่างเท่านั้นที่พ่อได้เสพสม่ำเสมอโดยไม่ต้องขออนุญาตคุณปู่คุณย่า นั่นก็คือ การฟังเพลง ฟังละครวิทยุ กับอ่านหนังสือ

                เรื่องฟังเพลงตอนวัยเด็ก พ่อฟังบ้าง แต่คงไม่มากเท่าลูก...  แต่ละครวิทยุนี่ฟังบ่อย ถึงขั้นติดงอมแงม บางช่วงถึงขั้นไปไหนต้องหอบหิ้ววิทยุติดตัวไปด้วยก็เคยเป็น ว่าไปก็คงคล้ายกับที่ลูกมีไอพอดเสียบหูอยู่เป็นพักๆ นั่นเอง แต่พ่อเอาวิทยุเสียบหูไม่ได้ก็เลยต้องแบกไป พ่อคิดดูแล้ว ถึงแม้เราจะเท่กันคนละแบบ แต่ก็คงมีความสุขและความหลงใหลได้ปลื้มคล้ายๆ กัน วิทยุของพ่อเป็นวิทยุยี่ห้อธานินทร์ เครื่องขนาดเท่าหนังสือพจนานุกรมเล่มเขื่อง ได้มายังไงก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าพ่อแทบยึดเป็นสมบัติส่วนตัวเลย แต่นั่นแหละ ต่อให้เห็นแก่ตัวอย่างไร วิทยุก็ไม่อนุญาตให้พ่อฟังได้ตามลำพัง ต้องเผื่อแผ่คนอื่นฟังด้วยอยู่ดี ตอนมีละครวิทยุโดยเฉพาะนิยายกำลังภายใน รอบๆ วิทยุจึงมีหัวของเด็กๆ 3-4 คนสุมอยู่ เหมือนวิทยุเป็นแม่เหล็กดูดสมองของเด็กๆ ติดไว้เสมอๆ แต่พ่อติดละครวิทยุอยู่ได้ไม่นานก็ต้องเลิก สาเหตุที่พ่อเลิกฟังละครวิทยุมาจากแรงโน้มถ่วงของโลก นั่นก็คือ วันหนึ่งพ่อนั่งกอดวิทยุฟังอะไรสักอย่างอยู่บนบันไดบ้านขั้นที่แปด ฟังแล้วเกิดเคลิบเคลิ้มสัปหงกตกลงมา หัวพ่อกับวิทยุโหม่งพื้นพร้อมกัน หัวพ่อไม่แตก แต่วิทยุแตกกระจายกระเด็นไปคนละทิศละทาง เป็นเพราะพ่อหลับไปนานจึงไม่รู้ว่าถูกตีซ้ำหรือเปล่า แต่หลังจากตื่นขึ้นมา วิทยุก็ได้หายไปจากชีวิตพ่อแล้ว นับตั้งแต่นั้นมาพ่อก็เลิกติดละครวิทยุได้โดยอัตโนมัติ
                ส่วนหนังสือนั้น ทุกวันศุกร์ เวลาคุณปู่จะกลับจากสอนหนังสือ พ่อกับลุงชอว์ อาช้อบ จะต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ของคุณปู่ที่ดังคล้ายเสียงเรือหางยาว ไม่เป็นอันทำการทำงาน เพราะว่าคุณปู่จะกลับมาพร้อมหนังสือเด็กก้าวหน้า ซึ่งถ้าใครวิ่งไปถึงรถคุณปู่ก่อน ก็จะได้ฉกฉวยหนังสือมาอ่านก่อน ทั้งๆ ที่สุดท้ายแล้วก็มักจะต้องสุมหัวอ่านด้วยกันอยู่ดี แต่การได้จับหนังสือก่อน เหมือนมีความเป็นเจ้าของโดยอัตโนมัติที่จะอนุญาตให้ใครอ่านด้วย หรือจะเลือกอ่านเรื่องไหนก่อนก็ได้ โดยที่คนอื่นต้องตามใจเรา นับเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ประสาเด็กที่ไม่มีแก่นสารอะไรจะยึดถือมากนัก แต่ด้วยหนังสือเล่มเล็กๆ บางๆ นี่แหละ ที่ทำให้พ่อชอบที่จะอ่านหนังสือโน่นหนังสือนี่ตามความสนใจและตามสติปัญญาในเวลาต่อมา และก็ด้วยหนังสือและละครวิทยุนี่แหละ ที่พ่อคิดว่ามีส่วนทำให้ชีวิตของพ่อได้เดินทางมาถึงและเป็นอยู่เช่นปัจจุบัน พ่อจึงคิดว่า การที่ลูกได้อ่านหนังสือในวัยเดียวกันเยอะกว่าพ่อ โดยไม่ต้องแย่งกันกับพี่กับน้อง คงทำให้โลกของลูกในวันข้างหน้ากว้างและไกลกว่าพ่อซึ่งเป็นเด็กที่มีต้นทุนจำกัดเป็นอยู่อย่างแน่นอน
                เมื่อย้อนกลับไปมองทั้งหนังสือ ทั้งเพลง ทั้งละคร ที่พ่อให้ความสนใจในวัยเดียวกันกับลูก ก็มีอะไรที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว ไม่มีสาระแก่นสารมากมาย แถมบางอย่างยังเป็นสิ่งที่พ่อคิดว่าไม่เหมาะสมกับวัยของลูกอีกด้วย แต่เนื่องจากตอนนั้นคุณปู่คุณย่าไม่มีใครคอยติดตามดูแลพ่อเรื่องอ่านหนังสือ ฟังวิทยุอย่างใกล้ชิด เหมือนกับที่พ่อกับแม่พยายามเลือกสรรให้ลูก จึงไม่ค่อยมีคนมาขัดใจเหมือนกับที่ลูกเผชิญอยู่ แต่พ่อคิดว่า พ่อกับแม่ก็ได้สนับสนุนและให้อิสระที่ลูกจะได้เลือกฟัง เลือกอ่าน เลือกดู ตามที่ลูกชอบลูกสนใจไม่น้อยทีเดียว แต่ไม่ได้ตามใจลูกทั้งหมด ให้ลูกมีกรอบจำกัดบ้าง มีกติกา มีระเบียบวินัยบ้าง ฝึกฝืนกิเลสบ้าง ถึงแม้บางครั้งวิธีการอาจไม่ละเอียดอ่อน แต่ก็คิดว่าในระยะยาวความปรารถนาดีนี้น่าจะส่งผลดีต่อชีวิตของลูก เพราะอะไรก็ตามที่ตามใจกิเลสมากไปไม่น่าจะดี

            ทั้งการถูกปิดกั้นและเปิดกว้างรับอะไรทุกอย่างโดยขาดการคัดสรรและชี้แนะที่ดีนั้น ก่อให้เกิดอะไรกับชีวิตและตัวตนของคนคนหนึ่งบ้างนั้น พ่อรู้แล้ว

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย