คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน ก.ค 53

29 มิถุนายน 2553
แก้ม, กล่อม ลูกรัก


พ่อไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำผิดอะไรเลยในชีวิต ในชีวิตของพ่อมีเรื่องที่เคยทำผิดและผิดพลาดมากมาย ความผิดที่ทำมีทั้งที่เป็นไปโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ตั้งใจคือตัดสินใจทำจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ไม่ตั้งใจคือเป็นไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือบางทีก็ไม่รู้ ไม่คิดว่าผิด

มีความน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือในความผิดพลาดหลายต่อหลายเรื่องที่พ่อเคยก่อขึ้นนั้น มีบางเรื่องที่พ่อรู้สึกผิด แต่หลายเรื่อง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องผิด แต่พ่อไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด ส่วนเรื่องที่พ่อถูก (ผู้อื่น) ตัดสินว่าผิด โดยที่พ่อไม่ได้ทำผิดหรือเป็นผู้ผิดนั้นมีนับครั้งไม่ถ้วน
     คำถามก็คือ ทำไมเรื่องผิดบางเรื่องที่เราทำเราจึงทั้งยอมรับว่าผิดและรู้สึกสำนึกผิด แต่บางเรื่อง ทั้งๆ ที่รู้ว่าผิด แต่ไม่รู้สึกผิด ทำไมในความผิดเรื่องเดียวกัน คนหนึ่งถึงรู้สึกผิด แต่อีกคนหนึ่งถึงไม่รู้สึกผิด ระหว่างคนที่รู้สึกผิดและสำนึกผิด กับคนที่ไม่รู้สึกผิด คนไหนถูกหรือผิด เหตุผลประกอบการคิดคืออะไร พ่ออยากให้ลูกค้นหาคำตอบและความหมายของความแตกต่างนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าบางครั้งอาจต้องแลกมาด้วยการทำผิด
        ความผิดของพ่อมีทั้งเรื่องที่เล่าได้และเล่าไม่ได้ ควรเล่าและไม่ควรเล่า และที่เล่าก็ไม่ได้เพื่อให้ตัวเองรู้สึกถูกหรือดูดี แต่เล่าเพื่อให้ลูกได้มีบทเรียนชีวิตบทหนึ่ง
        ในวัยเด็กพ่อเคยพูดคำหยาบ ใช้ถ้อยคำผรุสวาททั้งกับเพื่อนและกับผู้ใหญ่โดยไม่รู้สึกผิดจนถูกตบปากเป็นประจำ เพราะไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรสิ่งไหนไม่ควร ในปัจจุบันพ่อยังผรุสวาทและพูดคำหยาบอยู่บ้างกับเพื่อนๆ และลูกน้อง แต่กับผู้ใหญ่หรือกับเด็กๆ กับลูกพ่อระวังวาจามาก แต่ไม่ว่าอย่างไร พ่อรู้แล้วว่าการใช้ถ้อยคำแบบนั้นไม่เหมาะสม หมายความว่าสิ่งที่พ่อไม่รู้สึกผิดในวัยเด็ก ถึงวันนี้เมื่อย้อนคิดกลับไปพ่อไม่ได้รู้สึกเช่นเดิมแล้ว
        การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการได้เรียนรู้ เปลี่ยนแปลงความเข้าใจ และได้รับการขัดเกลาทั้งโดยผู้อื่นและด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนสิ่งสำคัญที่ผลักดันให้ต้องเปลี่ยนแปลงก็คือ ความรู้สึก (สำนึก) ผิด
ยังมีอีกหลายเรื่องที่พ่อรู้สึกเช่นนี้ เช่น พ่อเคยโกหกพระด้วยความคึกคะนอง เคยโกหกพ่อแม่ด้วยความกลัว พ่อเคยทำร้ายเพื่อน (และถูกเพื่อนทำร้าย) เคยทำร้ายน้องด้วยโทสะ เคยฆ่าสัตว์ด้วยความสนุก ไม่ว่านก กระรอก กระแต ไก่ ฯลฯ ทั้งด้วยมีด ด้วยปืน และหนังสติ๊ก
         ทั้งหมดนั้นเกิดจากการขาดการยั้งคิด หรือจะสรุปรวมๆ ว่าขาดสติก็พอได้
          เรื่องที่เราไม่รู้สึกผิดบาปในวันหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่รู้สึกผิดตลอดไป ความรู้สึกผิดอาจเกิดขึ้นกับเราในวันใดวันหนึ่ง เมื่อมีเหตุปัจจัยอันใดอันหนึ่งทำให้เราเรียนรู้ เปลี่ยนความเข้าใจในกระบวนคิดผิด-ถูกใหม่
          ประเด็นก็คือ ทำอย่างไรชีวิตเราถึงจะไม่พบสิ่งที่ถูกต้องสายเกินไป ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถเรียนรู้ความถูกต้องโดยไม่ต้องเดินทางสายที่ผิดพลาดเหมือนคนอื่น และทำอย่างไรถ้าผิดแล้วจึงจะไม่ผิดซ้ำ พ่อเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง โดยสรุปก็คือขงจื๊อบอกว่าคนเรานั้นสามารถเรียนรู้และเกิดความเข้าใจในชีวิตได้ 3 ทางด้วยกัน หนึ่ง ด้วยการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง แล้วเกิดการระลึกรู้ เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ผู้ที่สามารถบรรลุการเรียนรู้เช่นนี้ได้ต้องเป็นผู้มีปัญญาญาณ วิธีการนี้ยากแต่ไม่เจ็บปวด วิธีการที่สองเป็นวิธีการที่ลำบากหรือเจ็บปวดที่สุด นั่นคือด้วยการลองผิดลองถูกหรือเรียนรู้จากความผิดพลาดนั่นเอง ส่วนวิธีการที่สามซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ก็คือการเลียนแบบหรือเรียนรู้จากการที่คนอื่นเขาได้ค้นพบ (ความจริง) จากวิธีการต่างๆ มาแล้ว เช่น ลูกสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดของพ่อได้ ไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด
         สิ่งที่อยากบอกลูกอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้สึกผิดหรือความละอายต่อบาปนี้ ถ้าเกิดขึ้นก่อนที่เราจะลงมือทำความผิดนั้นๆ ก็จะดีกว่าเกิดขึ้นทีหลัง แต่เกิดทีหลังก็ดีกว่าทำผิดแล้วไม่รู้สึกยี่หระอะไร ยิ่งถ้าทำผิดแล้วรู้สึกสำนึกผิดและรู้จักการเอ่ยคำขอโทษก็จะยิ่งวิเศษ ขอโทษแล้วมีการให้อภัย ไม่โกรธเกลียด ยิ่งวิเศษใหญ่ เพราะนั่นหมายถึงอัตตาเราต่างเล็กลง แต่เมตตาและกรุณาเราใหญ่ขึ้น
          ความรู้สึกผิดที่เกิดก่อนการกระทำ หรือการระงับการกระทำผิดได้ตั้งแต่มันยังเป็นความคิดอยู่ในใจ ทำให้เราทำผิดแค่ทางใจ หากจะทุกข์และต้องแก้ทุกข์ ก็ทุกข์เพียงตัวเราและแก้เพียงตัวเราที่ใจเรา แต่ถ้ากระทำผิดไปแล้วค่อยรู้สึกผิด นั่นหมายถึงเราทั้งก่อทุกข์ให้กับตัวเองและผู้อื่นเรียบร้อยแล้ว ปัญหาที่ต้องแก้ก็จะไม่ได้อยู่แค่ที่ลำพังตัวเรา
           แต่ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผิด และรู้สึกทุกข์กับความรู้สึกผิด เราก็สามารถเอาความทุกข์นั้นมาใคร่ครวญและเป็นครูสอนให้เราเรียนรู้และงอกงามในวันข้างหน้าได้

         ขอให้ลูกจำและเข้าใจไว้ว่า เราสามารถผิดได้ทุกวัน แต่ก็ต้องพร้อมลดละอัตตาและแก้ไขความผิดนั้นทุกเมื่อเช่นกัน คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยผิดอะไรเลยนั้นมีแต่คนที่หลงตัวเองที่สุด หรือไม่ก็บกพร่องในการรับรู้อย่างที่สุด และจงจำไว้ว่า ไม่ว่าผิดหรือถูก ความเป็นจริงจะอยู่กับเราตลอดไป

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย