คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน ต.ค 52

ผมมีลูกสาวสองคน ชื่อ พิมพ์บูรพา ธรรมวุฒิ ชื่อเล่นแก้ม คนเล็กชื่ออุษาคเนย์ ธรรมวุฒิ ชื่อเล่น กล่อม


                ผมกับภรรยาพยายามทำหน้าที่พ่อแม่ให้ดี ตามกรอบความคิดความเชื่อ และต้นทุนชีวิตที่เราทั้งคู่มี ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้พรั่งพร้อมสมบูรณ์ รอบรู้ ดีเลิศอะไรมากนัก หลักของครอบครัวเราง่ายๆ ก็คือ อะไรที่ได้รับการปลูกฝังจากปู่ย่าตายายครูบาอาจารย์แล้วเชื่อว่าดี กับที่ได้ซึมซับเรียนรู้ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาแล้วรู้สึกว่าเข้าท่า ก็พยายามถ่ายทอดปลูกฝังยังลูก อะไรที่เป็นความบกพร่องไม่ถูกไม่ควรที่เคยเกิดกับชีวิตของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ผู้เป็นพ่อเป็นแม่เคยได้รับ เคยปฏิบัติก็พยายามไม่ผลิตซ้ำกับผู้เป็นลูก
                ซึ่งแน่นอน สำหรับผู้เป็นพ่อเป็นแม่ที่ต้นทุนชีวิตทุกด้านไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไรอย่างผมกับภรรยา ความพยายามที่จะเป็นพ่อแม่ที่ดีไม่ได้หมายความว่า  การพยายามเลี้ยง อบรม สั่งสอน ดูแลลูกของเราทั้ง 2 คน จะไม่มีความบกพร่อง
                แต่บนความบกพร่องไม่สมบูรณ์แบบนั้น  เราเชื่อว่ามี 2 สิ่งที่เราไม่เคยสงสัย ซึ่งเรามั่นใจว่าสามารถใช้เป็นหลักยึดในการบ่มเพาะลูกได้อย่างมั่นใจ นั่นก็คือ หนึ่ง-ความคิด ความเชื่อที่เรามีต่อแบบฉบับของชีวิตที่เราเชื่อว่าดีงามและควรจะเป็น  กับสอง-ความรักที่เรามีต่อลูกทั้ง 2 คน ซึ่งอย่างหลังนั้นเราทั้งคู่เชื่อว่าลูกสัมผัสและรับรู้ได้อย่างแน่นอน แต่อย่างแรกนั้น ผมไม่แน่ใจว่าลูกจะเลือกโปรแกรมอะไรเข้าในเมมโมรีของชีวิตเข้าบ้าง ซึ่งผมคิดว่าคงไม่ได้มีเฉพาะสิ่งที่พ่อแม่ พยายามอบรมสั่งสอนเท่านั้น
                ด้วยเหตุนี้เอง ในวันที่ลูกกำลังเติบโตย่างเข้าสู่วัยที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ผมจึงอยากเขียนบันทึกสิ่งละอันพันละน้อย ทีทั้งผู้เป็นพ่อและแม่พยายามปากเปียกปากแฉะกับลูก ในวันที่ยังไม่แน่ใจและไม่ปรากฏชัดว่า ลูกซึมซับในสิ่งที่พ่อแม่พยายามปลูกฝังมากน้อยแค่ไหน เผื่อวันหน้า ไม่ว่าตัวตนของเขาจะเป็นอย่างไร เหมือนหรือต่างจากที่พ่อแม่สอน เขาจะได้มีคู่เทียบถอดบทเรียนชีวิตทั้งถูกผิดและได้ครุ่นคิดอะไรที่เรียนรู้และเกิดความเข้าใจตามยุคสมัยและช่วงวัยแห่งชีวิตของเขา
                ส่วนถ้าหากได้เกิดประโยชน์กับผู้อื่นด้วยนั้น นั่นก็นับว่าเป็นบุญกุศล
                ชั้นเรียนชีวิตที่พ่อแม่ลูกในครอบครัวของผมได้ใช้เป็นที่แลกเปลี่ยนสื่อสารส่งผ่านบทเรียน ซึ่งกันและกันเป็นประจำที่หนึ่งก็คือที่โต๊ะอาหาร เรียกได้ว่าตั้งแต่ลูกเกิดจนถึงปัจจุบันถ้าไม่มีเหตุจำเป็นอะไรครอบครัวเราจะไม่พลาดการทานอาหารร่วมกัน
 ย้อนไปสมัยที่ผมเป็นเด็ก คุณพ่อคุณแม่ผมก็ทำเช่นนี้ ถึงแม้ว่าในสมัยผมเป็นเด็กนั้นที่บ้านเราจะไม่โต๊ะอาหารและในวันปกติทุกมื้อจะไม่ได้ทานพร้อมหน้ากัน   เพราะคุณพ่อต้องไปรับราชการต่างอำเภอซึ่งต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด ส่วนลูกๆ นั้น ตื่นเช้าขึ้นมาก่อนไปโรงเรียนทุกคนต้องมาภาระรับผิดชอบ กวาดบ่านบ้างเตรียมอาหารให้หมูบ้าง ขูดมะพร้าวให้แม่ทำขนมบ้าง ปั่นจักรยานทำหนังสือพิมพ์บ้าง ตามแต่ช่วงไหนจะมีกิจกรรมอะไร
                แต่เมื่อพ่ออยู่บ้าน โดยเฉพาะมื้อเย็น และจะพิเศษยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ที่ได้ปูเสื่อล้อมวงกันกลางสนามหญ้าข้างบ้าน จะเป็นวันที่ผมมีความสุขกับบรรยากาศแบบนั้นมาก ถึงแม้จะมีเกี่ยงกันบ้างกับพี่ๆ น้องๆ เรื่องใครจะยกกับข้าว ใครจะตักข้าว ใครจะล้างจานแต่สุกท้ายสิ่งเหล่านั้นแหละที่ทำให้เราไม่เกี่ยงกันในวันนี้ ระหว่างกินข้าวผมชอบฟังพ่อเล่าโน่นเล่านี่ โดยเฉพาะเรื่องความยากลำบากของพ่อแม่ตอนพ่อแม่เป็นเด็ก ผมยังจำคำสอนพ่อและรสชาติของน้ำในแกนกระดูกหมูที่พ่อบอกว่ามีแคลเซียมซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากได้ขึ้นใจ ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าแคลเซียมคืออะไร รู้แต่ว่าพ่อช่างรอบรู้ อะไรที่พ่อพูดผมก็จะเชื่อไปหมด  
                จากวงอาหารที่ทุกคนในบ้านได้ทานร่วมกันและเกี่ยงร่วมกันเป้นประจำนี่เอง ที่ทำให้ผมถูกสอนให้เรียนรู้เรื่องการแบ่งปัน การรู้จักคิดคำนึงถึงคนที่ไม่มีกิน  การต้องกินข้าวให้หมดทุกเม็ด โดยทุกเรื่องมักเริ่มต้นจากการที่มันไม่เป็นเช่นนั้น รวมทั้งความเห้นแก่ตัวและการเอาเปรียบพี่เอาเปรียบน้องก่อนแทบทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนคนที่ถูกพ่อดูด่าเรื่องความเห็นแก่ตัวและเอาเปรียบพี่น้องมากที่สุดก็คือผมเอง และรอบวงอาหารที่ได้แสดงด้านมืดออกมานั้นแหละที่เป็นชั้นเรียนให้พ่อแม่ได้ขัดเกลาลูกให้ได้พบกับด้านที่สว่าง
                อาจเป็นเพราะถูกปลูกฝังมาเช่นนี้ ผมจึงได้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะทำแบบนี้กับลูกบ้าง
                ถึงแม้ขณะที่ผมเป็นเด็กผมจะมีกัน 5 คนพี่น้อง แต่แก้มกับกล่อมมีกันแค่ 2 คน และถึงแม้ผมจะเป็นแค่ลูกครูบ้านนนอกกับหญิงชาวบ้านความรู้ ป.4 แต่แก้มกับกล่อมเป็นลูกคนผลิตรายการโทรทัศน์ และถึงแม้วันที่ผมเป็นเด็กอาหารกล่งวันมักจะมีมื้อละไม่กี่ชนิด (แต่แม่ก็มักจะทำอาหารเป็นหม้อๆ ซึ่งต่างจากที่บ้านผมในปัจจุบันที่มักจะทำเป็นจานๆ) แต่ในปัจจุบันถึงแม้จะพอมีเงินซื้ออาหารได้อย่างไม่ขัดสนแทบทุกมื้ออาหารบนโต๊ะที่บ้านเราก็จะมีไม่เกิน 2-3 อย่างและบางมื้อก็เป็นอาหารจานเดียวหรือกับอย่างเดียว ยกเว้นมื้อพิเศษที่มีแขกเหรื่อมาทานอาหารที่บ้าน  
                ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลูกมักกินกับข้าวอย่างเดียวในแต่ละมื้อ ผมคิดว่ามีที่มาจากความเคยชิน ซึ่งคนเป็นพ่อกับแม่นี่เองสร้างสุขนิสัยที่ไม่ค่อยถูกต้องนักให้กับลูก ซึ่งทำให้ลูกน่าจะบริโภคอาหารผิดส่วนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอาหารหมวดสีเขียวหรือพืชผักชนิดต่างๆ ความเคยชินที่ว่านี้เป้นมาตั้งแต่สมัยที่ผมเพิ่งทำรายการคนค้นฅน ใหม่ๆ ลูกยังต้องถูกปลุกตั้งแต่ตี 5 เพื่อตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน โดยกินมื้อเช้าเป็นข้าวกล่องในรถ ซึ่งแน่นอนเพื่อความสะดวกอาหารที่ทำให้ลูกกินเป็นอาหารที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้ลูกได้ถูกปลูกฝังให้กินอาหารที่หลากหลาย อาหารที่ลูกได้กินส่วนใหญ่ได้แก่ จำพวกไส้กรอกบ้าง สปาเก็ตตีบ้าง ข้าวเหนียวหมูทอดไก่ทอดบ้าง ซึ่งทำให้ลูกติดกินอาหารอย่างเดียวมาถึงทุกวันนี้
                กว่าผมจะสามารถจัดการชีวิต ย้ายบ้านมาอยู่ใกล้โรงเรียนลูกมากขึ้นได้ ก็สายไปพอสมควรแล้วในเรื่องการฝึกฝนลูกเกี่ยวกับการกิน แต่จากการที่ลูกมักจะกินอาหารอย่างเดียวนี่เอง ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสย้อนประวัติศาสตร์ความเห็นแก่ตัวที่พ่อสอนในเรื่องการเอาเปรียบพี่เอาเปรียบน้องระหว่างมื้ออาหารของตัวเองมาเป็นกระจกเงาสะท้อนให้ลูก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย